Finance

Robo-Advisors ปี 2026 ให้ AI จัดพอร์ตหุ้น ผลตอบแทนชนะกองทุนคนบริหารหรือยัง

หากย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน คำว่า Robo-Advisor อาจจะเป็นแค่ของเล่นใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากลองของ หรือเป็นแค่ระบบอัตโนมัติง่าย ๆ ที่ช่วยจัดพอร์ตตามความเสี่ยง

แต่ในปี 2026 นี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วค่ะ AI ไม่ได้แค่ทำตามคำสั่ง (Rule-based) อีกต่อไป แต่พวกมันวิวัฒนาการไปสู่ Generative Finance AI ที่สามารถอ่านข่าวเศรษฐกิจ วิเคราะห์งบการเงิน และจับอารมณ์ตลาด (Sentiment Analysis) ได้แม่นยำกว่ามนุษย์หลายเท่า คำถามใหญ่ที่นักลงทุนทุกคนมีในใจคือ “แล้วผลลัพธ์ล่ะ สู้คนได้จริงไหม”

วิวัฒนาการ AI จากหุ่นยนต์ทื่อๆ สู่ผู้หยั่งรู้ตลาด

ก่อนจะไปดูผลแพ้ชนะ เราต้องเข้าใจก่อนว่า Robo-Advisor ปี 2026 ฉลาดขึ้นขนาดไหนค่ะ ในยุคแรก (Gen 1.0) หุ่นยนต์ทำหน้าที่แค่จัดสินทรัพย์ตามทฤษฎี (Modern Portfolio Theory) เช่น ถ้าคุณอายุ 30 ก็จัดหุ้น 70% ตราสารหนี้ 30% แล้วคอยปรับพอร์ต (Rebalance) ให้สัดส่วนคงที่

แต่ Robo-Advisor ยุคปัจจุบัน (Gen 3.0+) ทำได้ลึกซึ้งกว่านั้นมากค่ะ Hyper-Personalization มันไม่ได้มองแค่ความเสี่ยง แต่ดูไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณในแอปฯ ธนาคาร ดูภาระหนี้สิน และออกแบบพอร์ตเฉพาะบุคคลระดับ “หนึ่งคนหนึ่งแผน” ไม่ใช่แผนโหล ๆ เหมือนเมื่อก่อน

Dynamic Hedging AI ยุคนี้สามารถทำนายความผันผวนล่วงหน้าได้ (Predictive Analytics) ถ้ามันตรวจจับสัญญาณฟองสบู่แตก มันสามารถปรับพอร์ตเพื่อตั้งรับได้ทันที ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนมนุษย์อาจจะต้องรอประชุมคณะกรรมการลงทุนก่อน ซึ่งอาจจะสายเกินไป

ยกที่ 1 ผลตอบแทนสุทธิ AI ชนะที่ต้นทุน

ถ้าพูดถึงผลตอบแทนดิบ (Gross Return) กองทุนที่บริหารโดยมนุษย์ระดับเทพ (Star Fund Manager) อาจจะยังทำกำไรได้หวือหวากว่าในบางปีที่จับจังหวะตลาดได้แม่นยำ

แต่ถ้าเราพูดถึง ผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) ซึ่งคือเงินที่เหลือเข้ากระเป๋าเราจริง ๆ AI เริ่มทิ้งห่างแล้วค่ะ สาเหตุหลักมาจาก “ค่าธรรมเนียม”

ค่าธรรมเนียมกองทุนมนุษย์ (Active Fund) มักจะเก็บอยู่ที่ 1.5% – 2.5% ต่อปี ไม่ว่ากองทุนจะกำไรหรือขาดทุน คุณต้องจ่ายส่วนนี้เป็นค่าจ้างผู้จัดการ ค่าตึกออฟฟิศหรู และค่าการตลาด

ค่าธรรมเนียม Robo-Advisor ในปี 2026 หลายเจ้าลดลงมาเหลือ 0.2% – 0.5% ต่อปี หรือบางเจ้าโมเดลฟรี (เก็บเฉพาะตอนกำไร)

ส่วนต่างเกือบ 2% นี้ เมื่อทบต้นไปเรื่อย ๆ สัก 10 ปี มันคือเงินมหาศาลค่ะ ทำให้สถิติล่าสุดบ่งชี้ว่า กองทุน Active ที่บริหารโดยมนุษย์กว่า 85% “แพ้” ตลาดและแพ้ Robo-Advisor เมื่อวัดกันที่ระยะยาว

ยกที่ 2 วินัยการลงทุน หุ่นยนต์ไร้หัวใจที่ไม่มีวันแพนิก

จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่ความรู้ แต่คือ “อารมณ์” (Emotions) ค่ะ เมื่อตลาดหุ้นถล่มหนัก ๆ ผู้จัดการกองทุนก็เป็นคน มีความกลัว มีความกดดันจากผู้ถือหน่วยลงทุน ทำให้บางครั้งตัดสินใจผิดพลาด เช่น ขายหมูตอนตลาดเด้ง หรือไม่กล้าช้อนซื้อตอนตลาดถูก

แต่ Robo-Advisor ไม่มีต่อมความกลัวค่ะ เมื่อตลาดร่วงลงถึงจุดที่กำหนด AI จะทำหน้าที่ Tax-Loss Harvesting (ขายขาดทุนเพื่อลดหย่อนภาษี) และ Rebalancing (ขายสินทรัพย์ที่แพงมาซื้อของถูก) อย่างเลือดเย็นและเป็นระบบ

การกระทำที่สวนทางกับความรู้สึกมนุษย์แบบนี้แหละค่ะ ที่ทำให้ในระยะยาว พอร์ต AI มักจะฟื้นตัว (Recover) ได้เร็วกว่าพอร์ตที่บริหารโดยมนุษย์ที่มัวแต่ลังเล

ยกที่ 3 ความยืดหยุ่นและการเข้าถึงโอกาสใหม่

สมัยก่อน ถ้าคุณอยากลงทุนในสินทรัพย์ซับซ้อน เช่น หุ้นนอกตลาด (Private Equity) หรือพันธบัตรยั่งยืนเฉพาะกลุ่ม คุณต้องเป็นลูกค้า High Net Worth ที่มีเงินร้อยล้านและมี Private Banker ดูแล

แต่ Robo-Advisor ปี 2026 ได้ทำลายกำแพงนี้ลงค่ะ ด้วยเทคโนโลยี Tokenization และ Direct Indexing

AI สามารถช่วยให้คนที่มีเงินหลักหมื่น สร้างพอร์ตที่ซับซ้อนเหมือนเศรษฐีได้ เช่น การทำ Direct Indexing คือแทนที่จะซื้อ ETF ทั้งก้อน AI จะไปไล่ซื้อหุ้นรายตัวในดัชนีนั้นให้คุณ เพื่อตัดหุ้นบางตัวที่คุณไม่ชอบออก (เช่น หุ้นบุหรี่หรืออาวุธ) หรือเพื่อบริหารภาษี ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถมานั่งกดซื้อหุ้น 500 ตัวให้ลูกค้าทุกคนได้ แต่ AI ทำได้ในเสี้ยววินาที

แล้วมนุษย์ยังเหลือที่ยืนตรงไหน

อ่านมาถึงตรงนี้เหมือน AI จะชนะขาด แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ มนุษย์ยังไม่ตกงานซะทีเดียว Robo-Advisor เก่งเรื่อง “ตัวเลข” และ “ตรรกะ” แต่ยังแพ้มนุษย์ในเรื่อง “ความซับซ้อนทางจิตใจและบริบทชีวิต” ค่ะ

ถ้าคุณมีโจทย์ชีวิตที่ AI ยังไม่เข้าใจ เช่น “อยากวางแผนมรดกให้ลูกเมียน้อยโดยไม่ให้เมียหลวงรู้” หรือ “ต้องการวางแผนภาษีข้ามชาติที่มีความคลุมเครือทางกฎหมาย” กรณีแบบนี้ที่ปรึกษามนุษย์ยังจำเป็นมาก

เทรนด์ปี 2026 จึงเป็นยุคของ Hybrid Advisor หรือ Bionic Model คือใช้ AI จัดการพอร์ตและการลงทุน (งานหลังบ้าน) แต่ใช้มนุษย์ในการพูดคุย ปลอบใจ และวางแผนชีวิต (งานหน้าบ้าน)

คำตอบขึ้นอยู่กับ “ความมั่งคั่ง” และ “ความต้องการ” ของคุณค่ะ

  • ถ้าคุณเป็นนักลงทุนทั่วไป (Wealth Accumulator) ที่ต้องการสะสมเงินให้งอกเงย ชนะเงินเฟ้อ และค่าธรรมเนียมต่ำ Robo-Advisor ชนะขาดค่ะ สถิติพิสูจน์แล้วว่ามันให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่า
  • ถ้าคุณเป็นเศรษฐีระดับ Ultra-High Net Worth ที่มีความซับซ้อนของทรัพย์สินสูง ต้องการการดูแลระดับ VVIP และคอนเนกชันทางธุรกิจ ที่ปรึกษามนุษย์ (ที่ใช้ AI ช่วย) ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ในปี 2026 การปฏิเสธไม่ใช้ AI ในการลงทุนเลย คือความเสี่ยงสูงสุดค่ะ เพราะคุณกำลังใช้มีดดาบไปสู้กับปืนกล

Back To Top